TOP ปี 64 พลิกกำไร 1.25 หมื่นล้าน อานิสงส์ราคาขาย-น้ำมันดิบพุ่ง
Read Time:8 Minute, 5 Second

TOP ปี 64 พลิกกำไร 1.25 หมื่นล้าน อานิสงส์ราคาขาย-น้ำมันดิบพุ่ง

0 0

“ไทยออยล์” เผยปี 64 กำไร 1.25 หมื่นล้าน จากปี 63 ขาดทุน 3.3 พันล้าน ตอบรับราคาขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น-กำไรสต็อกน้ำมันดิบ

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 ปี 2564 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2664 กลุ่มไทยออยล์มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้นจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวและการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศ

โดยกลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 104,298 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,338 ล้านบาทจากระดับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และมีกำไรขั้นตันจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันอยู่ที่ 7.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

เนื่องจากกำไรขั้นต้นจากการกลั่นที่เพิ่มขึ้น จากจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้น หลังหลายประเทศประกาศผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองและจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

ด้านตลาดสารอะโรเมติกส์ ส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 และส่วนต่างราคาสารเบนซิน
กับน้ำมันเบนซิน 95 ได้รับแรงกดดันจากการควบคุมการใช้ไฟฟ้าในจีน หลังประสบปัญหาขาดแคลนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกับน้ำมันเตาปรับตัวลดลงจากอุปทานที่เพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่ส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาปรับตัวเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตสารตั้งตันสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดปรับตัวลดลงจากราคาสารตั้งต้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในไตรมาส 4 ปี 2564 ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นน้ำมัน รวมถึงอุปทานที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2564 การกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมากในช่วงเวลาไม่กี่วัน ทำให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 2,709 ล้านบาท ลดลง 1,206 ล้านบาทจากไตรมาส 3 ปี 2564 และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันอยู่ที่ 9.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม มีการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 574 ล้านบาท เทียบกับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 280 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2564 เมื่อรวมผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ 1,807 ล้านบาทแล้ว กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA 6,082 ล้านบาท ลดลง 702 ล้านบาทจากไตรมาสที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงินจำนวน 2,311 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงินจำนวน 1,429 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสัญญาคุ้มครองความเสี่ยงราคาสินค้า

และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 522 ล้านบาทเทียบกับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,228 ล้านบาท (โดยเป็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิของ
สินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศจำนวน 257 ล้านบาท) เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าจาก ณ สิ้นไตรมาสก่อน

เมื่อหักค่าเสื่อมราคาต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้แล้ว ทำให้ในไตรมาส 4 ปี 2564 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 5,033 ล้านบาท หรือ 2.47 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 2,970 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน

เมื่อเทียบไตรมาส 4 ปี 2564 กับไตรมาส 4 ปี 2563 กลุ่มไทยออยล์มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบนการผลิตของกลุ่มเพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวและการผ่อนคลายการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ โดยมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 44,390 ล้านบาทตามราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ

และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 34 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวดีขึ้นมาก หลังหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองและจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกับน้ำมันเตาปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอุปทานที่ดึงตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2563 อีกทั้งธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดก็มีกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจากอุปสงค์ของสาร LAB ที่ยังคงดีอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับลดลงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 918 ล้านบาทจากไตรมาส 4 ปี 2563 และมีการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 491 ล้านบาทจากไตรมาส 4 ปี 2563

เมื่อรวมกับผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิที่เพิ่มขึ้น 1,553 ล้านบาท ส่งผลให้มี EBITDA เพิ่มขึ้น 2,590 ล้านบาท โดยในไตรมาส 4 ปี 2564 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 2,311 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 50 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2563 ขณะที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิลดลง 2.016 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 ปี 2563 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากการขายเงินลงทุนใน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) 5,801 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2564 เทียบกับปี 2563 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 335,827 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92,987 ล้านบาท สาเหตุหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มลดลงเล็กน้อย

ทั้งนี้ จากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบดูไบ ส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกับน้ำมันเตา และส่วนต่างราคาสารเบนซินกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงกำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจผลิตสารตั้งตันสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 3.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 5.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2564

นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 15,063 ล้านบาท ตามระดับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เทียบกับผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 7,399 ล้านบาทในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 332 ล้านบาท เทียบกับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 549 ล้านบาทในปี 2563

เมื่อรวมผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ 2,461 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2,287 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA 28,142 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุน EBITDA 2,056 ล้านบาทในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 4,595 ล้านบาทจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 กลุ่มไทยออยล์มีการใช้ Hedge Accounting ภายใต้มาตรฐานบัญชี TFRS9 เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างภาระหนี้สินสกุลเหรียญสหรัฐฯ กับรายได้จากการขายในรูปของเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ และรายได้สกุลเงินบาทที่อ้างอิงกับสกุลเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดความผันผวนของผลกระทบกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนในงบกำไรขาดทุน

นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด (TET) ได้ขายหุ้น บริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด (UBE) ที่ถืออยู่จำนวนไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ UBE โดยดำเนินการพร้อมกับการเสนอขายหุ้น IPO ของ UBE ซึ่ง UBE ได้ทำการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ในช่วงเดือนกันยายน และเริ่มซื้อขายในกระดานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2564

จากรายการดังกล่าว ทำให้กลุ่มไทยออยล์มีสัดส่วนการถือหุ้น UBE ลดลงจาก 21.3% เป็น 12.4% และรับรู้กำไรก่อนภาษีจำนวน 624 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 ซึ่งประกอบไปด้วย 1) กำไรจากการขายหุ้นบางส่วนและ 2) กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมจากการเปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีจากวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) เป็นเงินลงทุนระยะยาว (Long-term Investment)

และในไตรมาส 3 ปี 2564 กลุ่มไทยออยล์ได้จัดตั้ง บริษัท PT TOP Investment Indonesia (TI) ขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 และในเดือนกันยายนที่ผ่านมา TI เข้าลงทุนใน บริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tok (CAP) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรชั้นนำรายใหญ่ในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในสัดส่วนร้อยละ 15 ของหุ้นทั้งหมดของ CAP ดังนั้น TI จึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไรขาดทุนจากการลงทุนใน CAP โดยการบันทึกบัญชีแบบวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) ตั้งแด่เดือนกันยายนเป็นต้นไป

นอกจากนี้ ในปี 2563 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากการขายเงินลงทุนใน GPSC 5,801 ล้านบาทด้วย เมื่อหักต้นทุนทางการเงิน 3,595 ล้านบาท ซึ่งลดลง 697 ล้านบาทจากการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้แล้ว ในปี 2564 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 12,578 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 3,301 ล้านบาทในปี 2563

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/business

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post BTS ไตรมาส 3 ปี 64/65 กำไร 1,054 ล้าน ลดลง 38% หลังกำไรขายที่ดิน-รายได้รับเหมาลด
Next post SISB ลั่นปี 65 เติบโตรอบใหม่ลุยขยายโรงเรียน เพิ่มเป้านักเรียนทะลุ 4 พันคนใน 5 ปี